ให้สถานะบุคคล ≠ ให้สัญชาติ คุยกับ ผศ.ดร.ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล ในวันที่โลกเห็น ‘คน’ ผ่านเอกสาร

“ในโลกแห่งความจริงเราเห็นคนด้วยสายตา แต่ในโลกของกฎหมาย เราเห็นคนคนนั้นผ่านเอกสารประจำตัว ที่บ่งบอกสถานะของเขา” หนึ่งในหัวข้อที่ทำให้สังคมไทยเกิดข้อถกเถียงมาตลอด คือ นโยบายการให้สถานะบุคคลกับกลุ่มคนไม่มีสัญชาติไทยภายในประเทศ

 

ไม่เพียงความเห็นที่ต่างกัน ซึ่งเป็นเรื่องปกติของการเปลี่ยนแปลง แต่ความสับสนที่มีต่อนโยบายดังกล่าว ยังถูกนำไปใช้ตีความผิดไปจากข้อเท็จจริ นโยบายการเร่งรัดแก้ไขปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคล ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 ต.ค. 2567 ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขปัญหาให้กับกลุ่มคนดั้งเดิม ที่อาศัยอยู่ในราชอาณาจักร ไม่ใช่คนกลุ่มใหม่แต่อย่างใด แต่กลับถูกสื่อสารต่างออกไปว่า รัฐบาลกำลังให้สัญชาติคนต่างด้าว ที่เข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทย ซึ่งต้องยอมรับว่า ส่วนหนึ่งมาจากแรงปลุกปั่นทางการเมือง

ทั้งที่หัวใจหลัก คือ การยอมรับให้กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ อาศัยอยู่ในประเทศไทยมาเป็นเวลานานแล้ว และเป็นกลุ่มคนที่รัฐเคยมีการสำรวจ และจัดทำทะเบียนประวัติไว้แล้วเท่านั้น ซึ่งมีรายชื่ออยู่ในทะเบียนประวัติประมาณ 4.8 แสนคน เข้าเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย

“มันไม่ง่ายสำหรับคนทั่วไป ในการเข้าใจคนสถานะกลุ่มต่างๆ ในประเทศไทย จึงไม่แปลกที่เรื่องของการให้สถานะบุคคล ทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ง่าย” และเพื่อสร้างความเข้าใจต่อระบบการบริหารจัดการสถานะบุคคลภายในประเทศไทย สำนักข่าว TODAY จึงถือโอกาสพูดคุยกับ ผศ.ดร.ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

เมื่อการให้สถานะบุคคล ไม่เท่ากับการให้สัญชาติ

“เวลาทำความเข้าใจคนที่อยู่อาศัยในประเทศไทย มันมีกฎหมายอยู่ 3 ฉบับ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสถานะบุคคล”

โดยกฎหมาย 3 ฉบับที่ อ.ดรุณี กล่าวถึง คือ

  1. กฎหมายคนเข้าเมือง (พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522)
  2. กฎหมายการทะเบียนราษฎร (พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 2 พ.ศ.2551 และฉบับที่ 3 พ.ศ.2562)
  3. กฎหมายสัญชาติไทย (พระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 2 พ.ศ.2535 ฉบับที่ 4 พ.ศ.2551  และ ฉบับที่ 5 พ.ศ 2555)

อ.ดรุณี เริ่มต้นอธิบายว่า การทำความเข้าใจคนคนหนึ่ง ต้องเริ่มจากการดูว่า คนคนนั้นเข้าเมืองไทยมาอย่างถูกกฎหมายหรือไม่

หากคนดังกล่าวเข้าเมืองมาถูกกฎหมาย เช่น กลุ่มนักท่องเที่ยว หรือคนทำงานที่ถือวีซ่าทำงานเข้ามา ก็จะได้รับสถานะการอยู่อาศัยชั่วคราว และสิทธิอยู่อาศัยถาวร ตามกฎเกณฑ์ที่ภาครัฐกำหนด ส่วนกลุ่มคนที่สถานะเข้าเมืองมาผิดกฎหมาย เช่น ผู้ลี้ภัยจากการสู้รบ คนกลุ่มนี้อาจจะได้รับสถานะการผ่อนผันให้อยู่อาศัยชั่วคราวตามหลักมนุษยธรรม และกฎหมายระหว่างประเทศ ที่ห้ามมิให้รัฐผลักดันผู้ลี้ภัยหรือผู้แสวงหาที่ลี้ภัยกลับไปยังดินแดนที่ชีวิตหรือเสรีภาพอาจถูกคุกคามจากการประหัตประหาร การทรมาน หรือการปฏิบัติที่โหดร้าย

ตามมาด้วยกระบวนการถัดไป ซึ่งเกี่ยวข้องกับกฎหมายการทะเบียนราษฎร เพื่อออกเอกสารรับรองสถานะความเป็นบุคคลในรัฐ เป็นหลักสากลที่ทุกประเทศใช้กันทั่วโลก ทั้งเป็นเครื่องมือของรัฐในการแบ่งแยกสถานะบุคคล เพื่อบริหารจัดการประชากรกลุ่มต่างๆ ในประเทศของตนเอง

“ในทางกฎหมาย เราพยายามสื่อสารตลอดว่า เรื่องสถานะบุคคลเป็นไปตามกฎหมาย 3 ฉบับข้างต้น และเป็นคนละเรื่องกับการมีสัญชาติไทย”

อ.ดรุณี กล่าวว่า การจำแนกสถานะบุคคลตามกฎหมายการทะเบียนราษฎร เป็นคนละเรื่องกับการมีสัญชาติไทย จึงผลักดันให้คนทุกคนในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นใครมาจากไหน ทุกคนควรมีเอกสารบัตรประจำตัว (การมีเลข 13 หลัก)

มากไปกว่านั้น หากคนใดคนหนึ่งไม่ถูกมองเห็นโดยกฎหมาย อ.ดรุณี ชี้ให้เห็นว่า เขาเหล่านั้นก็เสี่ยงที่ถูกมองเห็นผ่านกระบวนการนอกกฎหมาย เช่น ตั๋วตำรวจ หรือบัตรผู้ใหญ่บ้านแทน

“ฉะนั้นในทางกฎหมาย เป็นหลักพื้นฐานของทั่วโลกในการระบุว่าคนคนนั้น เป็นคนตามกฎหมายในสถานะใดในประเทศนั้นๆ”

ทำความเข้าใจ สิ่งที่ อ.ดรุณี อธิบายมากขึ้น คือ บุคคลในประเทศไทยที่ได้รับสถานะต่างๆ สามารถจำแนกได้จากเลขขึ้นต้นตามบัตรประจำตัวของคนนั้นๆ ที่  ถูกแบ่งแยกออกมาเป็นหลายประเภท

อ.ดรุณี ได้หยิบยกเลขขึ้นต้นต่างๆ บนบัตรประจำตัวประชาชน ที่เป็นกลุ่มคนที่สังคมไทยมักเข้าใจผิด อย่างที่ทราบกันว่า คนที่บัตรประจำตัวเลขขึ้นต้นด้วย 1, 2, และ 3 คือคนที่มีสัญชาติไทยโดยการเกิด ถัดมาคือหมายเลข 6 ซึ่งส่วนใหญ่ คือ กลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่อาศัยในประเทศไทยมายาวนาน และได้รับอนุญาตให้สามารถพำนักอาศัยถาวรในประเทศ แต่ยังไม่ได้รับสัญชาติ

อีกกลุ่มหนึ่งที่เกี่ยวข้องกัน คือ คนที่ขึ้นต้นด้วยหมายเลข 7 ซึ่งเป็นเด็กที่เกิดในประเทศไทย จากพ่อแม่เข้าเมืองถูกกฎหมาย รวมถึงบุตรหลานของคนที่ถือเอกสารเลข 6  และคนกลุ่มหลังนี้เอง ที่รัฐไทยมีนโยบายในการรับรองว่า สามารถเข้าสู่กระบวนการมีสัญชาติไทย โดยกำหนดเงื่อนไข และต้องผ่านกระบวนการคัดกรองจากรัฐอย่างเข้มงวด

“มติ ครม ล่าสุด (29 ต.ค. 2567) ไม่ได้ให้สถานะคนกลุ่มใหม่ แต่พูดถึงคนกลุ่มเดิม เพียงแต่เร่งรัดให้กระบวนการรับรองสัญชาติไทยของคนเหล่านี้รวดเร็วขึ้นเท่านั้น”

ย้อนไปดูข้อมูลที่ผ่านมา อ.ดรุณี ชี้ว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีมติ ครม. ลักษณะดังกล่าวนี้เกิดขึ้น เช่น

  • 17 มี.ค. 2535: บุตรของคนเวียดนามอพยพที่เกิดในไทย สามารถเข้าถึงการมีสัญชาติไทยได้ตาม มาตรา 7 ทวิ วรรคสอง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.2508 แก้ไข (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535
  •  3 ต.ค. 2538: ให้บุคคลบนพื้นที่สูง ที่เป็นชาวเขาที่อพยพเข้ามาในประเทศไทยถึงวันที่ 3 ต.ค. 2528 ให้ได้สถานะคนเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย และมีถิ่นที่อยู่ถาวรในประเทศไทย และบุตรสามารถเข้าถึงสัญชาติไทยได้
  • 28 ส.ค. 2544: ผ่อนผันให้กลุ่มบุคคลที่ได้รับการสำรวจทะเบียนบุคคลบนพื้นที่สูง และชุมชนบนพื้นที่สูง อาศัยอยู่ในประเทศไทยได้ 1 ปี เพื่อทำการพิสูจน์สถานะ
  • 7 ธ.ค. 2553: ให้ชนกลุ่มน้อย และกลุ่มชาติพันธุ์ 14  กลุ่ม อยู่ภายใต้นโยบายเดียวกัน ให้สถานะคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย มีถิ่นที่อยู่ถาวรในประเทศไทย กับผู้ที่ได้อพยพเข้ามาถึงวันที่ 18 ม.ค. 2538 และบุตรสามารถเข้าถึงสัญชาติไทยได้

ส่วนสาเหตุที่ต้องมีการเร่งรัดให้สัญชาติคนกลุ่มนี้ เพราะว่า คนกลุ่มนี้อยู่อาศัยในประเทศไทยไม่ต่ำกว่า 40-50 ปี อ.ดรุณี เน้นย้ำว่า ปัจจุบันนโยบายความมั่นคงของไทย ไม่มีแนวทางให้สัญชาติกับคนโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติกลุ่มใหม่ แต่เป็นการให้สัญชาติไทยกับคนกลุ่มที่มีความกลมกลืนกับสังคมไทยแล้ว ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกลุ่มแรงงานข้ามชาติ และผู้ลี้ภัยกลุ่มอื่นๆ แต่อย่างใด

“วันนี้ประเทศไทยกำลังโฟกัสการแก้ไขปัญหาให้กลุ่มชาติพันธุ์เหล่านี้ ที่ไร้สัญชาติอยู่ในประเทศไทยมาห้าสิบปี และกลมกลืนกับสังคมไทยแล้ว” อ.ดรุณี กล่าว

ตัวอย่างบัตรประจำตัวที่ขึ้นต้นด้วยหมายเลข 6 ซึ่งจากภาพดังกล่าวที่เป็นของกลุ่มชาติพันธุ์ดาราอาง ที่อาศัยอยู่ใน จ.เชียงใหม่

 

พัฒนาคนด้วยการทำให้เป็น ‘ส่วนหนึ่ง’

“การให้สัญชาติมีกฎเกณฑ์ที่หน่วยงานความมั่นคงได้พิจารณาออกแบบระบบไว้ ไม่ใช่คนทุกกลุ่มในประเทศมีโอกาสได้สัญชาติ มันไม่ง่ายแบบที่คนเข้าใจ”

อ.ดรุณี อธิบายแนวทางการทำงานของหน่วยงานความมั่นคงไทย ต่อเรื่องการจัดการสถานะบุคคลกลุ่มต่างๆ ในประเทศว่า การจัดการสถานะบุคคลจะเริ่มจากเมื่อมีคนเข้ามาภายในประเทศไทย โดยมักเริ่มจากการพิจารณารูปแบบการเข้าเมืองของกลุ่มดังกล่าว

จากนั้นจึงมีกฎเกณฑ์การอยู่อาศัยให้กับคนกลุ่มต่างๆ ทั้งในรูปแบบการผ่อนผัน และการให้อยู่อาศัยชั่วคราว เพื่อประเมินว่า การดำรงอยู่ของคนกลุ่มเหล่านั้นในช่วงระยะเวลาที่นานเพียงพอ ส่งผลต่อสังคมไทย และมีความเกาะเกี่ยวปรับตัวเข้ากับสังคมไทยได้มากน้อยเพียงใด

ถัดจากนั้นจะเป็นการพิจารณาให้สถานะ ‘ผู้พำนักถาวร’ (Permanent Resident/ Residency) ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์สากลทั่วโลก เช่น ในสหรัฐอเมริกามีระบบการให้ Green card เป็นต้น ประเทศไทยเองก็มีแนวทางเหมือนประเทศอื่นๆ

“การปรับสถานะของคนที่อยู่อาศัยภายในประเทศมานาน  คือสิ่งปกติที่ประเทศอื่นทำกัน  และหน่วยงานความมั่นคงของไทยก็เรียนรู้ด้วยประสบการณ์ทำงานของตนเอง และเรียนรู้จากต่างประเทศ”

อย่างไรก็ดี คำถามหนึ่งที่ไม่ถามไม่ได้ คือ แล้วกลุ่มคนจากประเทศเพื่อนบ้าน ที่เข้ามาทำงานและอยู่อาศัยในประเทศไทยเป็นระยะเวลานาน จะมีโอกาสได้รับสัญชาติหรือไม่

ดรุณีตอบว่า “แรงงานข้ามชาติที่มีประเทศต้นทาง และมีสัญชาติอยู่แล้ว ไม่ถูกจัดอยู่ในเกณฑ์ที่จะได้รับสัญชาติไทยตามแนวทางมติ ครม.ที่ผ่านมา”

ทั้งนี้ ยังคงมีวิธีแปลงสัญชาติ หรือมีสัญชาติตามสามีได้ ซึ่งมีเงื่อนไขรองรับที่จะต้องปฏิบัติตามขั้นตอน

บัตรเลข 13 หลักที่ขึ้นต้นด้วย “00”  คือเลขประจำตัวของคนต่างด้าวที่ไม่มีสัญชาติไทย ซึ่งได้รับการบันทึกข้อมูลในฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรของกรมการปกครอง แต่ยังไม่ได้มีสถานะเป็นคนไทยหรือผู้มีสิทธิได้รับสัญชาติ

ปฏิเสธไม่ได้ว่า มีกฎหมายที่เปิดช่องทางให้ ‘บุตรของคนไม่มีสัญชาติไทยกลุ่มอื่นๆ ที่นอกเหนือจากกลุ่มชาติพันธุ์” ที่เกิดในประเทศไทย มีหลักฐานการเกิด และเข้าเรียนในระบบการศึกษาไทยจนจบปริญญาตรี รวมทั้งสามารถสื่อสารภาษาไทยได้อย่างคล่องแคล่ว และมีความประพฤติที่ดี มีโอกาสเข้าสู่การมีสัญชาติไทย แต่ก็มีเงื่อนไขสำคัญอีกประเด็นคือ ต้อง “ไม่ปรากฎหลักฐานการมีและการใช้สัญชาติอื่น”

สำหรับช่องทางนี้ นับเป็นเป็นกระบวนการที่เข้มงวด และใช้เวลานาน  และไม่ใช่ทุกคนที่มีคุณสมบัติครบถ้วน จะการันตีการได้รับสัญชาติไทยในทุกกรณี

“ใจความสำคัญของการพัฒนาสถานะคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง คือการต้องกลมกลืนกับสังคมไทย”

อ.ดรุณี กล่าวสรุปในตอนท้ายว่า ข้อมูลบิดเบือน (Disinformation) ที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับเรื่องการจัดการสถานะบุคคลกลุ่มต่างๆ ในประเทศไทย กำลังทำให้หน่วยงานรัฐทำงานยากลำบากขึ้น ในการแก้ไขปัญหาบุคคลที่อยู่อาศัยอย่างไร้สถานะทางกฎหมาย เพราะมีการนำไปผูกโยงกับเรื่องการให้สัญชาติด้วยความเข้าใจแบบผิดๆ

“อคติและการไม่สามารถแยกแยะกลุ่มคนต่างๆ ในสังคมกำลังเกิดขึ้นในสังคมไทย”

ในฐานะนักวิชาการและนักกฎหมายที่ทำงานเรื่องสถานะบุคคลมายาวนาน อ.ดรุณี มองว่า ในอดีตกระแสชาตินิยมไม่เคยรุนแรงเท่ากับตอนนี้ การสื่อสารเรื่องสถานะบุคคลให้สังคมรับรู้ และเข้าใจยิ่งยากขึ้นไปอีก เพราะคนเกิดความวิตกกังวล จากข้อมูลจำนวนมหาศาลบนโลกอินเทอร์เน็ต ที่ส่วนหนึ่งก็เป็นนำเสนอที่สร้างความตื่นตระหนก โดยไม่ได้สนใจข้อเท็จจริง

 

แหล่งข่าว : ให้สถานะบุคคล ≠ ให้สัญชาติ คุยกับ ผศ.ดร.ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล ในวันที่โลกเห็น ‘คน’ ผ่านเอกสาร

https://www.workpointtoday.com/personstatus-800671#google_vignette

Loading

Total Views: 78