ฟอกตัวต่างด้าว “สวมบัตรชมพู” เปิดเส้นทางทุจริต “สังขละบุรี สู่ วังน้อย”

“อยากให้ลูกมีสวัสดิการชีวิตที่ดีกว่านี้” อาจเป็นเหตุผลสำคัญที่เป็นแรงผลักให้พ่อ-แม่-ผู้ปกครอง ของกลุ่มชาติพันธุ์ เข้าร่วมขบวนการ “สวมสิทธิบัตรชมพู”คนต่างด้าว โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐไทย เป็นหัวหน้าขบวนการ แม้จะยังสืบสวนถึงกลุ่มผู้ว่าจ้างไม่ได้ แต่กลุ่มผู้ร่วมขบวนการถูกจับแล้ว 6 คน และผู้ต้องหาคนสำคัญ คือ ปลัดอำเภอวังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา

เปิดขบวนการฟอกตัว-สวมบัตรรับสิทธิคนไทย

พ่อแม่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ หรือ คนต่างด้าว อยากนำลูกเข้าสู่ระบบ เพื่อเป็นใบเบิกทางขอสัญชาติไทยในอนาคต

คำอธิบาย จากนายวิฑูรย์ สิรินุกุล รองอธิบดีกรมการปกครอง ย้ำถึงเหตุผลที่ผู้ว่าจ้าง ยอมจ่ายเงินค่าดำเนินการ ในราคาสูงถึง 30,000 – 50,000 บาท เพื่อให้ลูก 1 คน ได้รับบัตรสีชมพู

นอกจากเป็นบันไดขั้นแรกของการนำไปสู่ผู้มีสิทธิยื่นขอสัญชาติไทยในอนาคตแล้ว การมี “บัตรสีชมพูคนต่างด้าว” ยังหมายถึงการได้รับสวัสดิการ สิทธิรักษาพยาบาล สิทธิค่าเล่าเรียน การเปิดบัญชีเงินฝาก และสามารถเดินทางได้อย่างเสรีได้ทุกพื้นที่ในแผ่นดินไทย

ภาพประกอบข่าว ฟอกตัวต่างด้าว

เหตุผลที่ รองอธิบดีกรมการปกครอง อธิบาย อาจจะบอกถึงความรัก ความหวังดีจาก พ่อ แม่ สู่ลูก แต่วิธีการดังกล่าว เป็นการทำผิดกฎหมาย และซ้ำร้ายมากกว่านั้น คือหัวหน้าขบวนการ กลายเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งมีตำแหน่ง “ปลัดอำเภอ” เจ้าหน้าที่ระดับสูงฝ่ายปกครองในพื้นที่

ในช่วงเดือน ก.ค.-พ.ย.68 เจ้าหน้าที่ ป.ป.ท.สำนักงานคณะกรรมการป้องป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ เขต 1 (ป.ป.ท. เขต 1) สืบสวนพบว่า มีชาวต่างด้าว อายุไม่เกิน 15 ปี มากกว่า 200 คน ได้ยื่นขอมีบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย หรือบัตรชมพู ณ ที่ทำการปกครอง อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา จำนวนที่สูงผิดปกติ หลังการลงพื้นที่สืบสวนและเฝ้าติดตาม พบว่า มีกลุ่มขบวนการนำพาเด็กต่างชาติ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเมียนมา เข้ามามีบัตร เฉลี่ยวันละ 20 คน

ภาพประกอบข่าว ฟอกตัวต่างด้าว

พ.ต.ท.สิริพงษ์ ศรีตุลา รองเลขาธิการ ป.ป.ท. เล่าถึงพฤติการณ์ของขบวนการนี้ว่า นายหน้าจะเป็นผู้ประสานงานระหว่างผู้ว่าจ้างกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง โดยรับตัวเด็กมาจากพื้นที่แนวชายแดนไทย-เมียนมา ด้านอ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี และนำมาขอยื่นคำร้องเพื่อทำบัตรบัตรชมพู ทั้งหมดนี้จะใช้เวลาดำเนินการประมาณ 7 วัน

แนวทางการสืบสวนยืนยันได้ว่า คือ ขบวนการสวมสิทธิบัตรชมพู เนื่องจาก มีเด็กจำนวน214 คน ถูกแจ้งชื่อเข้าทะเบียนบ้าน 3 หลัง ในพื้นที่ ต.พยอม , ต.ลำไทร และต.ชะแมบ ใน อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ย้ายเข้ามากผิดปกติเกินกว่าจะสามารถพักอาศัยอยู่รวมกันได้ และหลายรายหลังย้ายเข้าไม่นาน ก็พบการแจ้งย้ายออกหลังได้รับบัตรชมพูเพียงไม่กี่วัน

บ้านหลังแรก ใน ต.พยอม มีการแจ้งเข้าทะเบียนบ้านสูงถึงจำนวน 136 คน ทั้งที่บ้านหลังดังกล่าว มีสภาพเป็นบ้านร้าง

ภาพประกอบข่าว ฟอกตัวต่างด้าว

บ้านหลังที่ 2 อยู่ใน ต.ลำไทร แจ้งเข้าทะเบียนบ้าน 47 คน และบ้านหลังนี้มีอดีตเจ้าหน้าที่รัฐเป็นเจ้าของบ้าน ซึ่งเป็น 1 ในผู้ร่วมขบวนการสวมสิทธิด้วย

ส่วนบ้านหลังที่ 3 มีแจ้งรายชื่อผู้ย้ายเข้าจำนวน 31 คน แต่เมื่อลงพื้นที่ตรวจสภาพบ้าน พบ เป็นบ้านไม้ สภาพถูกทิ้งร้าง ไม่มีผู้พักอาศัย

ภาพประกอบข่าว ฟอกตัวต่างด้าว

ต่างด้าวสวมสิทธิไทย “รัฐเสียงบประมาณแผ่นดิน”

รองเลขาธิการ ป.ป.ท. เล่าเพิ่มเติมว่า หากตรวจสอบไม่ละเอียดก็แทบจะมองไม่ออก ว่า เป็นขบวนการสวมสิทธิบัตรชมพู ซึ่งมีเจ้าหน้าที่เป็นตัวการ เพราะการขอบัตรต้องเป็นตามระเบียนงานทะเบียนราษฎร กรมการปกครอง แต่เมื่อตรวจสอบข้อมูลลึกลงไปกลับพบข้อพิรุธ ที่ไม่ตรงตามหลักเกณฑ์การขอบัตร เพราะเด็กเหล่านี้ไม่มีพ่อ แม่ หรือ ผู้ปกครองมาด้วย ไม่มีการสอบถามยืนยันตัวบุคคล

ทั้งหมดจึงนำไปสู่การสืบสวนพฤติกรรมจนได้พยานหลักฐานครบถ้วน พอที่จะบุกจับกุมปลัดอำเภอวังน้อย และเจ้าหน้าที่รัฐรวมถึงผู้ร่วมขบวนการทั้งหมด รวม 6 คน

ถือเป็นการขโมยสิทธิในการได้สัญชาติไทยมาจากผู้ที่มีสิทธิอย่างไม่ชอบธรรม และเอาสิทธิของการเป็นคนไทยในอนาคตมาซื้อขาย เพื่อแสวงผลประโยชน์ส่วนตัว โดยผู้ที่มีบัตรชมพู 1 คน จะสิทธิเรียนฟรี สวัสดิการคนจน ได้รับค่ารักษาพยาบาล ซึ่งรัฐบาลจะต้องนำงบมาณมาใช้จ่ายเหล่านี้เฉลี่ยคนละประมาณ 14,000 บาทต่อปี”

อีกข้อมูลที่น่าสนใจ คือ ปลัดอำเภอ (เจ้าพนักงานปกครองชำนาญการพิเศษ) วังน้อย เคยดำรงตำแหน่ง ปลัดอําเภอหัวหน้ากลุ่มงานทะเบียนและบัตร ณ ที่ทําการปกครองอ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี มาก่อน จึงเป็นที่น่าสังเกต ว่า เด็กที่ถูกนำพามาสวมสิทธิทำบัตรชมพู ไกลถึง จ.พระนครศรีอยุธยา และเดินทางมาจากชายแดน จังหวัดกาญจนบุรี นั้น เพราะย้ายพื้นที่ขอบัตร มาตามปลัดอำเภอ ซึ่งประเด็นนี้ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างขยายผลเพิ่มเติม

ภาพประกอบข่าว ฟอกตัวต่างด้าว

สำหรับกลุ่มผู้ต้องหาทั้ง 6 คน ถูกแจ้งข้อกล่าวหา เป็นเจ้าพนักงาน และเป็นผู้สนับสนุน เจ้าพนักงาน ร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ, เป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และร่วมกันจัดทำหรือใช้เอกสารอันเป็นเท็จ และอยู่ระหว่างการขยายผลตรวจสอบเส้นทางการเงิน เพื่อพิจารณาว่า จะเข้าข่ายการฟอกเงินด้วยหรือไม่ ขณะเดียวกันกรมการปกครองเตรียมเพิกถอนรายการทะเบียนบัตรชมพู ที่ออกโดยทุจริตทั้งหมดด้วย

ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ลงนามในคำสั่ง ให้ปลัดอำเภอ (เจ้าพนักงานปกครองชำนาญการพิเศษ) ที่ทำการปกครองอำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ออกจากราชการไว้ก่อน และยกเลิกสัญญาจ้างกับลูกจ้าง เมื่อ 31 มี.ค.69

ป.ป.ช. เปิดข้อมูล “องค์กรส่วนท้องถิ่น” ทุจริตสูงสุด

ข้อมูลจาก ป.ป.ช. ตามรายงานสถานการณ์การทุจริตในประเทศไทย ปีงบฯ 2567คาดการณ์แนวโน้มสถานการณ์การทุจริต ในปี68 เอาไว้ว่า อาจไม่ได้มีความแตกต่างจากปีงบฯ 2567 มากนัก แต่จะมีผลกระทบจากปัจจัยเพิ่มเติมที่จะส่งผลต่อแนวโน้มสถานการณ์การทุจริต พร้อมระบุหน่วยงานและองค์การที่น่าจับตามองเอาไว้ ว่า

หน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นกลุ่มองค์กรที่มีข้อมูลเบาะแสและเกิดประเด็นที่ส่อว่าอาจเกิดการทุจริตขึ้นมากที่สุด โดยในปีงบประมาณปี 2567 มีจำนวนข้อมูลเบาะแสทั้งหมด 440 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 53 ของจำนวนเรื่องทั้งหมดที่มีการรายงานมายังศูนย์ปรามการทุจริตแห่งชาติ

ขณะที่ปีงบฯ 2568 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นหน่วยงานที่ได้รับการจัดสรรงบฯ เพิ่มขึ้น จากปีงบฯ 2567 คือ รับงบฯ ไป 94,799.5 ล้านบาท ส่วนภาพรวมของคำกล่าวหาในปีงบฯ 2567 มีคำกล่าวหาเข้ามายัง ป.ป.ช. จำนวน 11,662 เรื่อง ในจำนวนนี้ ป.ป.ช. มีมติรับไว้ดำเนินการเองมากกว่า 3,300 เรื่อง

เมื่อจำแนกตามปีงบฯ เกิดเหตุ พบว่า ส่วนใหญ่เป็นคำกล่าวหาที่เกิดขึ้นในปีงบฯ 2567 มากที่สุด คือ 1,091 เรื่อง รองลงมา คือ ปี 2566 มี 1,060 เรื่อง และลำดับที่3 คือ ปี2565 มี 397 เรื่อง เป็นต้น

ส่วนภาพรวมของหน่วยงานที่ถูกกล่าวหามากที่สุดอันดับ 1 คือ หน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ถูกกล่าวหามากถึงร้อยละ 45.75 หรือ 1,550 เรื่อง

รองลงมาเป็นกระทรวงมหาดไทย 375 เรื่อง หรือคิดเป็น ร้อยละ 11.07 และลำดับที่3 คือ กระทรวงศึกษาธิการ คิดเป็นร้อยละ 5.84

ภาพประกอบข่าว ฟอกตัวต่างด้าว

หากแยกตามประเภทของคำกล่าวหาทุจริต พบว่า อันดับแรก คือ การจัดซื้อจัดจ้าง และมีวงเงินงบฯ โครงการหรือจำนวนเงินที่มีการทุจริตมากเป็น อันดับ 1 ด้วย ซึ่งมากถึง 8,602 ล้านบาท หรือ คิดเป็นร้อยละ 72.69 เลยทีเดียว

ส่วนอันดับ 2 คือ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติติหน้าที่โดยมิชอบ เช่น ละเลย , เพิกถอนต่อการปฏิบัติติหน้าที่กระทำการเกินอำนาจหน้าที่โดยทุจริต ฯ และครองอันดับที่ 2 เรื่องงบฯ ที่มีการทุจริตด้วย โดยมีวงเงินประมาณ 2,189 ล้านบาท

และข้อกล่าวหาที่พบเป็นอันดับ 3 คือ ยักยอก เบียดบังเงินหรือทรัพย์สิน ของทางราชการ และมีวงเงินทุจริต 358 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม แม้ในปีงบฯ 2568 จะยังไม่มีรายงานการกล่าวหาการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ อย่างเป็นทางการ แต่คาดว่า อาจจะไม่มีความแตกต่างจากการคาดการณ์ของปีที่ผ่านมาเอาไว้มากนัก เนื่องจากตลอดปี ที่ผ่านมาปรากฎข่าวทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐอยู่บ่อยครั้ง

เกลือเป็นหนอน เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐที่ควรปกป้องผลประโยชน์ประเทศชาติ แต่กลับเป็นผู้กระทำผิดและทุจริตต่องบประมาณแผ่นดินเสียเอง แม้จะถูกจับได้ แต่ขั้นตอนและกระบวนการตรวจสอบเพื่อเอาผิดยังใช้เวลาอีกยาวนานเพื่อพิสูจน์ความผิด ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมและบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนอีกด้วย

แหล่งที่มาข่าว : Thai PBS News ข่าวไทยพีบีเอส

Loading

Total Views: 25