กัณวีร์’ รำลึกวันผู้ลี้ภัยโลก ไม่อยากเห็นสงคราม-อคติ-ความเกลียดชังทางการเมือง จุดเริ่มต้นของการเป็นผู้ลี้ภัย ที่ไม่อยากใหัเกิดขึ้นกับคนไทย

HUMANITY: กัณวีร์’ รำลึกวันผู้ลี้ภัยโลก ไม่อยากเห็นสงคราม-อคติ-ความเกลียดชังทางการเมือง จุดเริ่มต้นของการเป็นผู้ลี้ภัย ที่ไม่อยากใหัเกิดขึ้นกับคนไทย
วันนี้ (21 มิ.ย.68) นายกัณวีร์ สืบแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม เปิดเผยว่า เมื่อวานนี้ 20 มิ.ย.68 เป็นอีกวันหนึ่งในเวทีสากลที่ประชาคมโลกได้ร่วมจัดงานวันผู้ลี้ภัยโลก (20 มิ.ย. ของทุกปี) ตนต้องเขียนและพูดทุกปีในวันผู้ลี้ภัยโลกครับ เพราะผมมุ่งมั่นมากในเรื่อง “การกำจัดผู้ลี้ภัยให้หมดไปจากโลกใบนี้
“ผมไม่อยากเห็นหรอกครับผู้ลี้ภัย ผมไม่อยากให้มีผู้ลี้ภัยแม้สักคนเดียวในโลกใบนี้ เพราะมันน่าขยะแขยง น่ารังเกียจ และน่าสมเพช !! ทั้งหมดที่มันน่าเกลียดน่ากลัวนี้ไม่ใช่ตัวผู้ลี้ภัยนะครับ !! แต่ที่มันน่ารังเกียจคือต้นเหตุที่ทำให้ “มนุษย์” กลายสภาพเป็น “ผู้ลี้ภัย” ซึ่งส่วนใหญ่คือ สงคราม ความเกลียดชัง การประหัตประหารเพียงเพราะเราคิดต่าง เห็นต่าง และร่วมกลุ่มทางสังคมบางอย่างด้วยสิทธิและเสรีภาพที่มันไม่ไปขัดแย้งใคร แต่กลับถูกประหัตประหาร”
นายกัณวีร์ กล่าวว่า ด้วยเหตุผลต่างๆ ที่ทำให้มนุษย์คนหนึ่งเหมือนตน เหมือนทุกคนสามารถเปลี่ยนแปลงจากมนุษย์ธรรมดาอยู่บ้านกับครอบครัวปกติ สามารถกลายสภาพเป็นผู้ลี้ภัยได้แค่เพียงชั่วข้ามคืน
“ต้องพึงระวังไว้ครับ เราทุกคนมีโอกาสเป็นผู้ลี้ภัยได้เท่ากันและมันมาถึงเมื่อไหร่เราไม่อาจทาราบได้ วันนี้ขออุทิศวันผู้ลี้ภัยโลกประจำปี 2568 เขียนให้ตระหนักถึงปัญหาภัยสงครามที่อาจเกิดขึ้นได้ในบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ความเร่าร้อนทางการเมืองทำให้อคติการเกลียดชังระหว่างคนสองประเทศได้ หากสถานการณ์คุกรุ่นเกิดขึ้น สงครามเกิดขึ้น แน่นอนครับจะมีผู้ผลัดถิ่นทันที ทั้งเป็นผู้ผลัดถิ่นภายในประเทศและอาจมีผู้ลี้ภัยได้บางส่วน ”
นายกัณวีร์ กล่าวว่า ตนขอใช้โอกาสตรงนี้ยืนยันตัวตนของตนเองที่ทำงานกับผู้ลี้ภัยมามากกว่า 1 ทศวรรษ และใช้ชีวิตจริงๆ ในพื้นที่สงครามที่ให้ความคุ้มครองต่อผู้ลี้ภัยว่า ตนไม่เคยอยากเห็นสงครามเกิดขึ้น เพราะตนอยู่ตรงนั้น เห็นการสูญเสีย น้ำตา การผลัดพราก ความเจ็บปวด และความตายต่อหน้าต่อตา
“ไม่ว่าสถานการณ์ความขัดแย้งและเผชิญหน้าจะเป็นอย่างไร สงครามต้องไม่บังเกิด การต่อรองและเจรจาเท่านั้นที่จะเป็นกลไกการก้าวไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน”
นายกัณวีร์ กล่าวว่า อย่าหลงประเด็นและหลงวังวนกับอุปสรรคทางการเมืองทั้งภายในและภายนอกประเทศ แล้วคิดถึงแต่เรื่องการเผชิญหน้า อย่าใช้ประเด็นปัญหาดังกล่าวมาสร้างความชอบธรรมในการใช้กำลัง การเมืองจะทุเรศเลวทรามอย่างใด ต้องถูกแก้ไขด้วยกลไกทางการเมืองเพียงอย่างเดียวเท่านั้น การเมืองระหว่างประเทศคือการชิงไหวชิงพริบ การชิงจังหวะและโอกาสต่อกัน
“ประเทศที่น่าเกลียดก็จะใช้เครื่องมือน่าเกลียดต่อกรกับทุกคนในเวทีโลก แต่เราไม่สามารถประณามคนอื่นๆ ในเวทีโลกได้ทั้งสิน เราต้องระมัดระวังตัวในเวทีโลกให้มาก เพราะการเมืองระหว่างประเทศ คือ การได้มาซึ่งสิ่งที่ประเทศหนึ่งต้องการเพื่อผลประโยชน์แห่งชาติตน ดังนั้นต่างคนต่างหาวิธีในการนำมาซึ่งอำนาจเหนือในเวทีโลก ฟังแล้วเหมือนพวก realist”
นายกัณวีร์ ระบุว่า การได้อำนาจเหนือไม่ได้หมายความว่าต้องเอาอำนาจทางทหารไปข่มคนอื่นๆ ในเวทีโลกเพียงอย่างเดียว ดังนั้น กลับมาที่บ้านเราระหว่างไทย-กัมพูชา สงครามต้องไม่เกิด พี่น้องบริเวณชายแดนต้องไม่ได้รับผลกระทบ กลับกันต้องได้รับความคุ้มครองและเสริมอำนาจให้มากยิ่งขึ้น ดังนั้นการแก้ไขปัญหาต้องใช้สะพานเชื่อมระหว่างงานมนุษยธรรม พัฒนาและสันติภาพ ที่เรียกว่า Nexus ก็ขอให้ฝ่ายบริหารทั้ง 2 ประเทศ ช่วยนำไปจัดการโดยด่วน
“ปีนี้เป็นปีที่ จำนวนของ “มนุษย์” ที่ถูกบังคับให้พลัดถิ่นสูงที่สุด 122.1 ล้านคน ซึ่งสาเหตุหลักของการพลัดถิ่นยังคงเป็นความขัดแย้งขนาดใหญ่ สงครามนี่แหละที่พวกเราต้องร่วมกันหลีกเลี่ยง และหากเป็นไปได้ยุติให้มันหมดไปบนโลกใบนี้โดยเร็ว และร่วมกันยุติเหตุผลของการเกลียดชังระหว่างคน กลุ่มคน สังคมและประเทศ ที่อาจเป็นบ่อเกิดให้เป็นชนวนแห่งการสร้างสงครามได้”
นายกัณวีร์ กล่าวว่า วันผู้ลี้ภัยโลกปี พ.ศ.2568 ตนขอร่วมให้กำลังใจและตระหนักรู้ถึงพิษภัยแห่งการผลัดถิ่น ขอร่วมแสดงการต่อต้านสงครามทุกรูปแบบ และขอร่วมแสดงการไม่เห็นด้วยกับสงครามข่าวสารข้อมูลและการสร้างอคติระหว่างคน กลุ่มคนและประเทศที่จะเป็นบ่อเหตุแห่งความเกลียดชังและสงครามได้ในที่สุด

Loading

Total Views: 55 ,