ดราม่า รับเด็กไม่มีสัญชาติไทยเข้าเรียน สิทธิมนุษยชน ลิดรอนสิทธิ์ น.ร.ไทย???

กลายเป็นประเด็นร้อนบนโลกออนไลน์ หลังราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การรับนักเรียน นักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย พ.ศ.2568 ทำให้หลายฝ่ายออกมาแสดงจุดยืน พร้อมล่ารายชื่อคัดค้านทันที…

โดยให้เหตุผลในเรื่องของเงินภาษี ซึ่งควรจะนำมาพัฒนาประเทศและดูแลสิทธิ์ในการเรียนฟรีของเด็กไทยให้ครอบคลุมเป็นอันดับแรก รวมถึงยังมีเสียงสะท้อน กรณีเหตุความไม่สงบบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา และในพื้นที่ชายแดนอื่นๆ

นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) นั่งไม่ติด ออกมาชี้แจงทันทีว่า การรับนักเรียน นักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย เข้ารับบริการทางการศึกษานั้น ปฏิบัติตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC) ซึ่งประเทศไทยเข้าร่วมเป็นภาคีสมาชิกมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2535 เป็นความร่วมมือที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

โดยข้อมูลปี 2019-2025 ระบุว่า มีรัฐภาคีเข้าร่วมถึง 196 ประเทศ ประกอบด้วยประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ ได้แก่ ไทย, กัมพูชา, ลาว, พม่า, เวียดนาม, สิงคโปร์, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, บรูไน และฟิลิปปินส์ รวมถึงประเทศในภูมิภาคอื่น ๆ ทั้งประเทศมหาอำนาจและประเทศส่วนใหญ่ในเอเชีย, ยุโรป, แอฟริกา และอเมริกาใต้ เป็นต้น

ประกอบกับมีมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2548 ที่กำหนดให้ ศธ.ขยายโอกาสทางการศึกษาแก่บุคคลที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย ซึ่งเดิมเคยกำหนดไว้เฉพาะบางกลุ่ม บางระดับการศึกษา เป็นการเปิดกว้างให้ทุกคนที่อาศัยอยู่ในประเทศสามารถเข้าเรียนได้

“ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา กำหนดให้เด็กที่อายุไม่เกิน 18 ปี ที่อยู่ในเขตอำนาจของรัฐไทย ต้องได้รับการคุ้มครองอย่างเท่าเทียมกัน โดยห้ามเลือกปฏิบัติ เพราะเหตุเชื้อชาติ สีผิว ภาษา ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมือง ต้นกำเนิดทางชาติ ชาติพันธุ์ หรือสังคม ทรัพย์สิน ความทุพพลภาพ การเกิดหรือสถานะอื่นๆ ของเด็ก ให้เด็กได้รับสิทธิ์การศึกษาขั้นพื้นฐาน 15 ปี อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ รวมถึงการคุ้มครองเด็กให้ปลอดภัยจากความรุนแรงในโรงเรียน”

“ซึ่งการให้นักเรียน นักศึกษาเหล่านั้นเข้าถึงการศึกษา จะส่งผลให้มีความเข้าใจ มีทัศนคติที่ดีต่อประเทศไทย ช่วยลดปัญหาสังคมและอาชญากรรม ความปลอดภัยทางสาธารณสุข แก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงาน สร้างความตระหนักรู้กตัญญูต่อแผ่นดิน ส่งเสริมความมั่นคงของชาติในระยะยาว” นายพิเชฐกล่าว

เลขา กพฐ.อธิบายว่า สำหรับประกาศฉบับล่าสุด พ.ศ.2568 ได้มีการปรับปรุงจากประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การรับนักเรียน นักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย พ.ศ.2562 ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเน้นให้สถานศึกษาใช้ระบบกำหนดรหัสประจำตัวผู้เรียนเพื่อเข้ารับบริการทางการศึกษา สำหรับผู้ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร (ระบบ G Code) กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อใช้แสดงตนในการเข้ารับบริการทางการศึกษาเท่านั้น

ยืนยัน สพฐ.มีความห่วงใยเด็กและเยาวชนในทุกพื้นที่ของประเทศไทยให้ได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างครบถ้วน ไม่ว่าเชื้อชาติไหน สัญชาติใด ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติสากลที่เป็นไปตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก โดยไม่มีการทอดทิ้งหรือลิดรอนสิทธิ์ของเด็กไทยแต่อย่างใด

จึงได้กำชับหน่วยงานในสังกัดให้ดำเนินการรับนักเรียนที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย ให้เป็นไปตามระเบียบ/ประกาศ/แนวปฏิบัติของส่วนราชการ และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องอื่นๆ อย่างเคร่งครัด

ขอให้ผู้ปกครองและประชาชนมั่นใจว่า จะไม่มีการดำเนินการอันใดที่กระทบกับสิทธิด้านการศึกษาของเด็กไทย และจะมุ่งเสริมสร้างสิทธิเด็กให้มีคุณภาพอย่างยั่งยืนต่อไป

อย่างไรก็ตามแม้ สพฐ.จะออกมายืนยันว่า ประกาศ ศธ.ฉบับดังกล่าวเป็นไปตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC) แต่กระแสชาตินิยมก็ยังเรียกร้องให้สิทธิเรียนฟรีดูแลเฉพาะเด็กไทย

ซึ่งล่าสุด ศธ.ยอมถอย ออกฉบับใหม่ปี 2568 เรื่อง การรับนักเรียน นักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย โดยมีการปรับปรุงสาระสำคัญด้วยการตัดข้อความเกี่ยวกับผู้ที่มีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศออก เพื่อให้สอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรี และเน้นการจัดการศึกษาให้แก่เด็กที่พำนักอยู่ในประเทศไทย

เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้ลงนามในประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การรับนักเรียน นักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย ซึ่งต่อมาได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 27 มกราคม พ.ศ.2569 เพื่อปรับปรุงแนวทางการดำเนินงานให้ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน

เหตุผลสำคัญในการแก้ไขประกาศ ในการแก้ไขครั้งนี้ ศธ.ได้ทำการตัดข้อความในส่วนที่เคยระบุถึงกรณีเด็กที่ “มีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศหรือเดินทางไปกลับบริเวณชายแดนหรือเป็นบุคคลที่ไม่มีตัวตน” ออกจากแนวทางปฏิบัติ

การแก้ไขดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประกาศฉบับนี้มีความชัดเจนและสอดคล้องกับมติ ครม. เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2548 ซึ่งกำหนดให้รัฐขยายโอกาสทางการศึกษาแก่บุคคลที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทยที่ “อาศัยอยู่ในประเทศไทย” เท่านั้น

การคุ้มครองตามกฎหมายและพันธกรณีระหว่างประเทศ การจัดการศึกษาดังกล่าวเป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 54 และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา 10 ที่กำหนดให้เด็กทุกคนต้องได้รับโอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียมและทั่วถึงโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย (การศึกษาภาคบังคับ 12 ปี ตั้งแต่ ป.1-ม.6)

นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับพันธกรณีที่ประเทศไทยเป็นภาคีในกฎหมายระหว่างประเทศ เช่น อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC) ที่ระบุว่ารัฐภาคีต้องรับรองสิทธิของเด็กทุกคนในการเข้าถึงการศึกษาโดยไม่แบ่งแยกสัญชาติหรือสถานะทางกฎหมาย

แนวทางปฏิบัติสำหรับสถานศึกษา ตามประกาศฉบับใหม่ สถานศึกษายังคงมีหน้าที่ประสานงานกับผู้ปกครองเพื่อรวบรวมเอกสารหลักฐานส่งให้สำนักทะเบียนท้องถิ่นเพื่อจัดทำเลขประจำตัว 13 หลัก ในกรณีที่ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นบุคคลที่ไม่สามารถกำหนดสถานะตามกฎหมายทะเบียนราษฎรได้ แต่พำนักอยู่ในประเทศไทย สถานศึกษาจะดำเนินการออก รหัสประจำตัวผู้เรียน (G Code) เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการรับงบประมาณเงินอุดหนุนรายหัวและติดตามตัวผู้เรียนจนกว่าจะสำเร็จการศึกษา

ทั้งนี้ ความเห็นจากคณะกรรมการกฤษฎีกา (เรื่องเสร็จที่ 681/2568) ยืนยันว่า เด็กที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรแต่พำนักอยู่ในประเทศไทย สามารถเข้ารับการศึกษาภาคบังคับได้ตามความสมัครใจ โดยรัฐมีหน้าที่จัดให้เฉกเช่นเดียวกับเด็กสัญชาติไทย เพื่อให้สอดคล้องกับสวัสดิภาพและการคุ้มครองเด็กตามหลักสากล

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาเนื้อแท้ของประกาศฉบับใหม่ ไม่ได้เป็นการเปิดประตูไร้เงื่อนไข แต่จำกัดชัดเจนเฉพาะเด็กที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทยเท่านั้น พร้อมวางระบบรหัสประจำตัวผู้เรียน (G Code) เพื่อให้การบริหารจัดการงบประมาณและการติดตามตัวผู้เรียนเป็นไปอย่างมีระบบ ตรวจสอบได้ และสอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรีเดิม

ขณะที่กฎหมายสูงสุดของประเทศอย่าง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 54 และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ต่างวางหลักให้ “เด็กทุกคน” ในเขตอำนาจรัฐไทยได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมโดยไม่เลือกปฏิบัติ

คำถามสำคัญคือ รัฐจะจัดการอย่างไรให้เกิดความสมดุลทั้งเรื่องสิทธิของเด็กไทยที่จะต้องไม่ถูกลดทอน และการดูแลเพื่อนมนุษย์ตามหลักมนุษยชน

การปฏิเสธหรือกีดกันด้านการจัดการศึกษา ไม่เคยทำให้ปัญหาสังคมหายไป แต่กลับยิ่งเพิ่มความเปราะบางให้สังคมที่ยังคงต้องอยู่ร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน แม้จะยังมีสถานการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง…

แหล่งที่มาข่าว : https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_885259

Loading

Total Views: 30