การประชุมเชิงปฏิบัติการ ว่าด้วยเรื่องการเร่งรัดการให้ใบถิ่นที่อยู่และสัญชาติไทยตามมติคณะรัฐมนตรี 29 ตุลาคม 2568 และการจัดแนวทางปฏิบัติตามมติ กรณีเด็กไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษรหรือไม่มีสัญชาติไทยเข้ารับการศึกษาในประเทศ วันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 ณ โรงเรียนดอยสะเก็ดผดุงศาสน์ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่
- ภาพรวมและวัตถุประสงค์การประชุม
คณะทำงานได้สรุปบทเรียนการดำเนินงานเพื่อนำเสนอต่อกรรมาธิการฯ โดยแบ่งเนื้อหาเป็น 3 ส่วนหลัก คือ
- การดำเนินการตาม มติ ครม. 29 ต.ค. 67 (กลุ่มคนไร้สัญชาติเดิม 4.8 แสนคน)
- การดำเนินการตาม มติ ครม. 28 ต.ค. 68 (กลุ่มเด็กเปราะบางในสถานศึกษา/G-Code)
- ข้อมูลสามเณรที่ไร้รัฐไร้สัญชาติ
- ประเด็นกลุ่มคนไร้สัญชาติ 4.8 แสนคน (มติ ครม. 29 ต.ค. 67)
กลุ่มเป้าหมาย: คนที่ได้รับการสำรวจจัดทำทะเบียนประวัตินานแล้ว (เลขนำหน้า 6, 7, 0) มีประมาณ 480,000 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ ชนกลุ่มน้อยที่เกิดต่างประเทศ (ขอใบถิ่นที่อยู่) และ บุตรที่เกิดในไทย (ขอสัญชาติ)
สถานการณ์ปัจจุบัน:
- ความคืบหน้า: ดำเนินการมา 5 เดือน อนุมัติไปแล้วประมาณ 25% (เฉลี่ยแก้ปัญหาได้ 1 ใน 4)
- พื้นที่หนาแน่น (ไข่แดง): เชียงใหม่, เชียงราย, แม่ฮ่องสอน, กาญจนบุรี (5 อำเภอหลักที่มีกลุ่มเป้าหมายเกินหมื่นคน)
ปัญหาและอุปสรรคที่พบ
- ความเหลื่อมล้ำในการปฏิบัติ: แต่ละอำเภอมีวิธีไม่เหมือนกัน (บางที่ Walk-in, บางที่จองคิว, บางที่ผ่านผู้ใหญ่บ้าน) สร้างความสับสน
- การทุจริตและเลือกปฏิบัติ: มีการ “สวมสิทธิ” หรือเรียกรับผลประโยชน์ (ซื้อคิว) ชาวบ้านเข้าไม่ถึงสิทธิเพราะโควตาเต็ม หรือถูกแซงคิวโดยกลุ่มอิทธิพล
- ปัญหาเอกสาร: ฐานข้อมูลเดิมผิดพลาด (เช่น ระบุชาติพันธุ์ผิดเป็น “ชนกลุ่มน้อยอื่น”) เอกสารสูญหาย การแก้ไขรายการบุคคลทำได้ยากและล่าช้า (คิวยาวข้ามปี) การใช้ดุลยพินิจเจ้าหน้าที่แตกต่างกัน
- ข้อจำกัดของ มติ ครม.:
- จำกัดเวลาแค่ 1 ปี (กดดันเจ้าหน้าที่และชาวบ้าน)
- จำกัดกลุ่มเป้าหมายเฉพาะคนที่เกิดในไทยหลังปี 2535 (ม.7 ทวิ วรรค 2) กลุ่มอื่น (เช่น กลุ่มตกหล่น, G3) ไม่ได้รับสิทธิ
- หน่วยงานไม่เชื่อมโยง: ได้รับอนุมัติจากอำเภอแล้ว แต่ตำรวจ/ตม. ยังไม่ออกใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวให้
ข้อเสนอแนะ:
- ขยายเวลาและกลุ่มเป้าหมายให้ครอบคลุม (เช่น ม.23, กลุ่ม G3)
- กำหนดมาตรฐานปฏิบัติเดียวกันทั่วประเทศ และพัฒนาระบบจองคิว/ติดตามออนไลน์เพื่อลดทุจริต
- เพิ่มงบประมาณ บุคลากร และอุปกรณ์ (เช่น เครื่องสแกน) ให้อำเภอ
- ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบลงพื้นที่เพื่อป้องปรามการทุจริต
- ประเด็นกลุ่มเด็กเปราะบางและนักเรียนรหัส G (มติ ครม. 28 ต.ค. 68)
กลุ่มเป้าหมาย: เด็ก 5 กลุ่ม เช่น เด็กไม่มีสถานะทางทะเบียน, ลูกหลานแรงงานข้ามชาติ, เด็กติดตามแนวชายแดน, เด็กในศูนย์พักพิงฯ
ปัญหาและผลกระทบ
- การศึกษา: มีเด็ก G-Code ในระบบกว่า 3 แสนคน แต่เมื่อจบการศึกษาแล้ว “ไปต่อไม่ได้” (สมัครงานไม่ได้, เข้ามหาลัยบางแห่งยาก, ฝึกงานไม่ได้)
- สุขภาพ: เด็กเข้าไม่ถึงหลักประกันสุขภาพ
- เด็กอายุ 7-18 ปีขึ้นไป ต้องซื้อบัตรประกันสุขภาพ 2,100+ บาท/ปี (แพงเกินไปสำหรับแรงงาน)
- เด็กเล็ก ซื้อ 365 บาท/ปี
- ทำให้เด็กไม่กล้าไปหาหมอ จนอาการหนัก เป็นภาระโรงพยาบาลและหนี้เสีย
- สิทธิการเดินทาง: ถูกจำกัดการเดินทางออกนอกพื้นที่ ทำให้เสียโอกาสทางการศึกษา (ทัศนศึกษา/แข่งวิชาการ)
- การตกหล่น: เด็กบางกลุ่ม (ลูกแรงงานข้ามชาติ, เด็กติดตาม) ไม่สามารถจัดทำทะเบียนประวัติได้ตามกฎหมายปัจจุบัน
ข้อเสนอแนะ:
- แก้ปัญหาทั้งระบบ: ให้กรมการปกครองออกเลข 13 หลักให้เด็กที่มีชื่อในระบบการศึกษา (G-Code) ได้เลย เพราะมีฐานข้อมูลอยู่แล้ว
- ปรับปรุงแนวทาง: หากข้อ 1 ไม่ได้ ขอให้ทบทวนแนวทางให้เปิดจดทะเบียนประวัติเด็ก “ทุกกลุ่ม” (รวมถึงลูกแรงงานและเด็กติดตาม) เพื่อคุ้มครองเด็กและเพื่อความมั่นคง (รัฐมีข้อมูลตัวตน)
- แยกสิทธิออกจากสถานะ:
- สิทธิสุขภาพ: ขอให้เด็กทุกคนในโรงเรียนซื้อบัตรประกันสุขภาพได้ในราคาเด็ก (365 บาท) โดยไม่เกี่ยงอายุ/สถานะ
- สิทธิอาศัย (ม.17): ผ่อนผันให้เด็กอยู่อาศัยได้ไม่ผิดกฎหมายระหว่างเรียน
- สิทธิเดินทาง: อนุญาตให้เดินทางเพื่อการศึกษาและรักษาพยาบาลได้โดยไม่ถูกจับกุม
สรุปข้อเสนอหลักในภาพรวม
- การจัดการข้อมูล: ควรจัดทำทะเบียนประวัติและให้เลข 13 หลักกับทุกคนที่อยู่บนแผ่นดินไทย เพื่อการจัดการประชากรที่มีประสิทธิภาพ
- สิทธิขั้นพื้นฐาน: เรื่อง “สุขภาพ” และ “การศึกษา” ไม่ควรผูกติดกับสถานะทางกฎหมาย ควรให้สิทธิเพื่อมนุษยธรรมและการควบคุมโรค
- กุญแจความสำเร็จ: นายอำเภอคือกุญแจสำคัญ หากฝ่ายปกครองเข้าใจและเอาจริง จะแก้ปัญหาได้เร็ว

![]()
