แฉขบวนการ “ส่วยสัญชาติ”หากินวงกว้างในหลายจังหวัด สส.ปชน.เผยมีกลุ่มคนคอยประสานอยู่หน้าที่ว่าการอำเภอ กมธ.ปกครองจี้เอาคนผิดมาลงโทษ

เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 นายมานพ คีรีภูวดล สส.พรรคประชาชนให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีขบวนการเรียกเก็บเงินจากกลุ่มคนที่มีสิทธิตามมติคณะรัฐมนตรี(ครม.)29 ตุลาคม 2567 ที่เร่งรัดแก้ไขปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคลที่อพยพเข้ามาเป็นเวลานานและกลุ่มบุตรหลานที่เกิดในราชอาณาจักร หรือ “ส่วยสัญชาติ” ว่าได้รับข้อมูลและติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอดนับตั้งแต่มีมติ ครม.ออกมา เพียงแต่หาหลักฐานที่ชัดเจนไม่ได้ และมีเพียงชาวบ้านเล่าให้ฟังว่าถูกผู้ใหญ่บ้านเรียกเก็บเงินตั้งแต่ 5,000-20,000 บาท

“ขบวนการเรียกเก็บเงินเหล่านี้เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ เช่น จังหวัดตาก เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน โดยมีรูปแบบคล้ายคลึงกันคือให้กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านเรียกเก็บเงินอ้างว่าเพื่อเป็นค่ายืนยันตัวตน ทั้งๆที่กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านไม่ได้อยู่ในกระบวนการหรือขั้นตอนนี้เลย ที่น่าสังเกตคือมักจะมีกลุ่มบุคคล 2-3 คน เป็นผู้คอยประสานงานอยู่แถวหน้าที่ว่าการอำเภอ และคอยส่งข้อมูลให้กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน”สส.ปชน. กล่าว

นายมานพกล่าวว่า จริงๆแล้วกลุ่มผู้ที่มีสิทธิกว่า 4 แสนคนต่างมีรายชื่ออยู่ในบัญชีของกรมการปกครองหมดแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องให้กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านรับรองอีก แต่ในบางพื้นที่กลับให้รับรอง จริงๆแล้วผู้ใหญ่บ้านเพียงแค่ช่วยเช็ครายชื่อก็พอ

“เหตุการณ์เรียกเก็บเงินครั้งนี้ชาวบ้านร้องเรียนมาจากหลายพื้นที่ ผมคิดว่าคงต้องมีคนคิดแผนการเช่นนี้ ผมพยายามให้เขาส่งหลักฐานมาให้ แต่ก็ไม่มีใครกล้าส่ง มีเพียงแช็ตไลน์หลุดออกมาบ้าง แต่เชื่อว่าหากรัฐบาลเอาจริงก็ต้องเอาผิดคนเหล่านี้ได้ เพราะลองคิดคร่าวๆแล้วเป็นการเรียกเงินกว่า 4 แสนคน รวมแล้วเป็นเงินนับพันล้านบาท”นายมานพ กล่าว

นายมานพกล่าวว่า อีกประเด็นหนึ่งที่เป็นปัญหาคือความแออัดในบางพื้นที่ที่มีผู้มีสิทธิจำนวนมาก ทำให้เจ้าหน้าที่อำเภอทำงานไม่ทัน ซึ่งเรื่องนี้ได้มีการเสนอว่าพื้นที่ใดที่มีผู้มีสิทธิเกิน 5,000 คน กรมการปกครองควรเพิ่มงบประมาณให้เพื่อให้มีการจ้างบุคลากรเพิ่มในช่วง 6 เดือน โดยเฉพาะบัณฑิตอาสาซึ่งจะช่วยในการคัดกรองและตรวจสอบเอกสาร ซึ่งหากผู้ที่มาใช้สิทธิเดินเข้ามาโดยไม่ได้นัดหมายล่วงหน้าก็สามารถให้คำแนะนำได้

“ที่ผมงงที่สุดคือการขอความร่วมมือให้ผู้ใหญ่บ้านรับรอง เขาจะขอไปทำไมเพราะผู้ใหญ่บ้านคนเดิมอาจเสียชีวิตไปแล้ว เพราะผ่านมาแล้วเกือบ 30 ปี ถ้าได้ผู้ใหญ่บ้านคนใหม่แล้ว เขาก็ไม่รู้เรื่องในการรับรองคนเดิม ผมคิดว่าสิ่งที่กรมการปกครองต้องทำในตอนนี้คือ การตั้งโต๊ะบริการและชี้แจง ไม่จำเป็นต้องให้ผู้ใหญ่บ้านรับรองเลย”นายมานพ กล่าว และว่า “ผมกลัวคนมีสิทธิที่ขึ้นทะเบียนไว้เมื่อปี 2542 จะถูกสวมสิทธิ์ เพราะบางคนไม่อยู่หรือเสียชีวิตไปแล้ว คนที่รู้ช่องทางแบบนี้คือคนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการนี้”

วันเดียวกันที่รัฐสภา นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส. อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานกรรมาธิการการปกครอง สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยภายหลังประชุม กมธ.ว่า ได้เชิญตัวแทนส่วนราชการจากจังหวัดเชียงใหม่ และเชียงรายให้ข้อมูล ซึ่งทางจังหวัดยอมรับว่ามีพฤติกรรมเรียกรับผลประโยชน์ในกระบวนการยื่นขอสัญชาติไทยจริง ขณะนี้อยู่ระหว่างการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานจากประชาชนในพื้นที่ว่ามีผู้กระทำผิดในระดับอำเภอ หากหาหลักฐานไม่ได้กรมการปกครองต้องรับผิดชอบ เพราะมีการโอนเงินที่ชัด

นายกรวีร์ กล่าวว่า หากพบคนที่ทุจริต ไม่ว่าจะเป็นระดับไหน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เจ้าหน้าที่อำเภอ ทะเบียน หรือนายอำเภอ ขอให้ปฏิบัติในเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายอย่างจริงจัง และเข้มงวด หากมีคนผิดต้องเอามาลงโทษให้ได้ เพื่อให้เป็นตัวอย่างไม่ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำนาจรัฐในการหาผลประโยชน์ของตนเอง

 

แหล่งที่มาของข่าว : https://transbordernews.in.th/home/?p=43910

Loading

Total Views: 2009